Please wait while JT SlideShow is loading images...
Photo Title 1Photo Title 2Photo Title 3


การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่

1. ชื่อบทความ : การบริหารจัดการมุ่งผลสัมฤทธิ์

Title : Results Based Management _ RBM

โดย : นายชัชวาลย์ ชำนาญ นักศึกษารุ่น 5 วิชาเอกการบริหารการศึกษา

2. วิสัยทัศน์ อุดมการณ์ และแรงบันดาลใจที่สัมพันธ์กับบทความ

มีส่วนร่วมปฏิรูประบบราชการ บริหารทรัพยากร 4M'S บรรลุเป้าหมาย(Goals) ได้ผลลัพธ์(Results) ที่ชัดเจน ยึดอุดมการณ์ความพึงพอใจและความรับผิดชอบ (Accountability- 3E's)  ต่อสาธารณชนที่ประหยัด (Economy) เกิดมีประสิทธิภาพ(Efficiency) ประสิทธิผลและคุ้มค่า  (Effectiveness) เป็นไปตามตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานหลัก (Key Performance Indicators - KPI)  ที่สอดคล้องกับภารกิจ วัตถุประสงค์ขององค์การ วัดความก้าวหน้าของผลปฏิบัติงาน (Results)  เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนอย่างเปิดเผย ตามมาตรา 78 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 "รัฐต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกัน สอดคล้องกับนโยบายแห่งรัฐ มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2545 ให้ผู้บริหารทุกระดับทุกกระทรวง กรม กอง ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่เก้า ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาความเข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เขียน ชิงปฏิบัติการเชิงรุก รวดเร็ว ฉับไว สนองต่อการพัฒนาด้านต่าง ๆ เช่น ด้านภาครัฐ (e-Government) การศึกษา (e-Education) สังคม (e-Society) อุตสาหกรรม (e-Industry) และด้านพาณิชย์ (e-Commerce)

3. ประเด็นหลัก มีดังนี้

3.1 สภาพปัญหาและความจำเป็นแนวทางการบริหารการจัดการของหน่วยงาน

ภาครัฐบาล ภายใต้ระบบโครงสร้างของกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ มีแนวโน้มเข้าสู่สภาพวิกฤติระดับสูง เกิดขึ้นจากระเบียบ ข้อกำหนดทางราชการ สมรรถภาพของผู้นำประเทศ ความจำกัดเกี่ยวกับการจัดสรร จัดหาและจัดการทรัพยากรของแต่ละหน่วยงาน หรือการเปลี่ยนแปลงด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจและสังคมที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันทั่วโลก ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการผลิต การเคลื่อนย้ายข้อมูล ข่าวสาร เงินทุน สินค้า และคน ทำให้เกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นมาของประชาชนอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว จึงเป็นแรงกดดันที่ภาครัฐ จะต้องทบทวนบทบาทหน้าที่ และปรับปรุงการให้บริการใหม่ เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่ทวีความรุนแรงหลากหลาย และซับซ้อนทับถมมากขึ้นอยู่ตลอดเวลาได้อย่างตรงประเด็น ทันเวลาและมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่เก้า พ.ศ.2545-2549 (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 2544 : คำนำ) เป็นแผนยุทธศาสตร์ชี้นำทิศทางการพัฒนาประเทศระยะ 5 ปี โดยพิจารณาจากวิกฤตที่เกิดขึ้น สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงปัจจุบันและแนวโน้มกระแสโลกในอนาคต จึงกำหนดยุทธศาสตร์ที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุล มีคุณภาพและยั่งยืน ระดับคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ให้อยู่ดี มีสุข ควบคู่กับการพัฒนามุ่งสู่คุณภาพในทุกด้าน พัฒนาระบบบริหารจัดการที่ดีในทุกระดับ โดยอาศัยพลังการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมไทย บังเกิดผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน

จากสภาพปัญหาและความจำเป็นดังกล่าว รัฐบาลได้คิดระบบการปฏิรูปราชการ

ให้การทำงานของภาครัฐมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีความรับผิดชอบต่อประชาชนเพิ่มขึ้น จึงเกิดแนวคิดที่จะทำให้ระบบราชการมีความคล่องตัวในการบริหารงานมากขึ้น เพื่อมิให้ยึดติดอยู่กับระเบียบ กฏเกณฑ์หรือวิธีการต่าง ๆ ที่ทำให้ขาดสภาพความคล่องตัวในการตัดสินใจเพื่อปฏิบัติงาน ทำให้กิจการของรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ได้ถ่ายโอนให้ภาคเอกชนดำเนินการ รัฐบาลจึงกำหนดคุณลักษณะสำคัญของกลไกการบริหารจัดการที่ดี 6 ประการ เป็นยุทธศาสตร์และเงื่อนไขของความสำเร็จตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ ฉบับที่เก้า เป็นพื้นฐานสำคัญของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่เหลือทั้งหมด บนพื้นฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักปฏิบัติในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชนและภาครัฐบาล ได้แก่ หลักความรับผิดชอบ หลักคุณธรรม หลักการมีส่วนร่วม หลักความคุ้มค่า ความโปร่งใส และหลักนิติธรรม (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 2544 : 26) ดังนั้น การกระจายอำนาจจากส่วนกลาง จึงเป็นกลวิธีอย่างหนึ่งที่จะให้หน่วยงานของภาครัฐระดับล่างเกิดความคล่องตัว และเร่งพัฒนา คุณภาพของข้าราชการ ให้มีทัศนคติที่เอื้อต่องานบริการประชาชน รวมทั้ง ทบทวนกฎหมาย ระเบียบ ขั้นตอน และวิธีปฏิบัติงาน เพื่อให้การบริหารราชการมีความยืดหยุ่น มีประสิทธิผล โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีการประเมินผลที่เป็นระบบและเป็นธรรม (สำนักนโยบายและแผนการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 2544 : 26) เป็นเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลในยุคปัจจุบันได้ยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ขณะเดียวกันการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ ได้เข้ามาแทนระบบราชการแบบดั้งเดิม ระบบการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ จะกำหนดตัวชี้วัด (Indicators) ในแต่ละกิจกรรมเป็นการกำหนดมาตรฐานของปัจจัยต่าง ๆ ทั้งทางด้านปัจจัยนำเข้า (Input) กระบวนการ (Process) และผลผลิต (Output) เพื่อส่งผลให้เกิดผลลัทธ์ (Outcome) หรือผลผลิตที่จะได้รับ เป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในหน่วยงานนั้น ๆ อย่างประหยัด (Economy) เกิดประสิทธิภาพ (Efficiency) ประสิทธิผลและคุ้มค่า (Effectiveness) บรรลุเป้าหมาย (Goals) และต้องเป็นรูปธรรม ชัดเจน โดยกำหนดตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานหลัก (Key Performance Indicators - KPI) ที่สอดคล้องกับภารกิจและวัตถุประสงค์ขององค์การ เพื่อวัดความก้าวหน้าของผลปฏิบัติงาน (Results)

3.2 การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Results Based Management –

RBM)  การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Results Based Management - RBM) เป็นรูปแบบการบริหารที่เน้นความรับผิดชอบ(Accountability)ตามสัญญาประชาคมของหน่วยงานหรือรัฐบาล ที่ต้องแสดงให้สาธารณชนทราบว่า ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน ในการบริหารการจัดการภายในองค์การไปในทิศทางใด มีหลักการ แนวคิด ขอบเขตการบริหารงานเป็นอย่างไร ได้ผลผลิต หรือผลงานอะไรบ้าง มีประสิทธิภาพและเกิดผลประโยชน์ที่คุ้มค่ากับการลงทุนจากงบประมาณแผ่นดิน (เงินรายได้แผ่นดิน)ตรงตามวัตถุประสงค์การดำรงชีวิตต่อการทำมาหากินของสาธารณชนเพียงใด ผู้บริหารแต่ละหน่วยงาน ต้องอธิบายให้ประชาชนทราบได้ว่า กิจกรรม/โครงการที่ทำลงไป เป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างประหยัด มีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดประสิทธิผลและคุ้มค่า เหตุนี้เอง รัฐบาลจำเป็นต้องมีการปฏิรูประบบราชการ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และระดมความคิดจัดทำระบบการวัดผลการปฏิบัติงาน (Performance Measurement) เพื่อประเมินผลการทำงาน และเป็นข้อมูลปรับปรุงการบริหารภายในองค์การ และรายงานผลงานต่อสาธารณชน กระบวนการดังกล่าว เป็นมาตรการแปรรูปงานของรัฐเป็นเอกชน (Privatization) มาตรการดังกล่าว จะเริ่มต้นที่โครงสร้างใหญ่ ได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าของโครงการ/งาน/กิจกรรม จะต้องกำหนดไว้ในสัญญาระหว่างผู้บริหารหน่วยงาน ในสัญญาจะระบุเป้าหมาย ผลการปฏิบัติงาน และวันส่งมอบงานให้บรรลุผล โดยมอบอำนาจและให้ความคล่องตัวในการบริหารทรัพยากร " 4 M' s จะเน้นที่ผลลัทธ์ของงานเป็นหลัก และถือเป็นสัญญาประชาคม (The Citizen's Charter) ที่จะปรับปรุงบริหารการจัดการองค์การของตนเอง ให้สามารถบริการและตอบสนองความต้องการหรือข้อเรียกร้องของผู้รับบริการ (สาธารณชน) โดยกำหนดระบบการติดตามผลการปฏิบัติงาน (Performance Monitoring) ในระดับมาตรฐาน พร้อมทั้ง รายงานผลลัทธ์ของผลผลิต(Results) ควบคู่ไปกับงบประมาณค่าใช้จ่าย เป็นการแสดงความรับผิดชอบ (Accountability) ให้สาธารณชนทราบ อันจะเกิดผลดีต่อปัจจัยสี่ ที่ประชาชนเกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงวิธีการบริหารทรัพยากร " 3E " คือ ประหยัด (Economy) มีประสิทธิภาพ (Efficiency) ได้ผลผลิตบรรลุเป้าหมาย เกิดประสิทธิผลและคุ้มค่า (Effectiveness) โดยใช้เทคโนโลยีใหม่หรือคอมพิวเตอร์ เพื่อการบริหารจัดการภาระงานได้อย่างแท้จริง รวมถึงการจัดระบบการจัดการฐานข้อมูลที่สามารถสืบค้นได้อย่างรวดเร็ว(http://www.school.net.th/library/snet1/software/director/index.html - 4k) หน่วยงานภาครัฐต้องกำหนดผลสัมฤทธิ์ที่ต้องการ เพื่อกำหนดทิศทาง เจตนารมณ์ ดำเนินการจัดทำแผนกลยุทธ์ Strategic Planning) กำหนดพันธกิจ (Mission) วัตถุประสงค์ (Objectives) และเป้าหมาย (Goals) กำหนดบทบาท หน้าที่เจ้าภาพหรือผู้รับผิดชอบ ผู้สนับสนุน(Stakeholder) มีเนื้อหาครอบคลุมวัตถุประสงค์หลัก (Key Objectives) ชัดเจน เพื่อที่ผู้ปฏิบัติหรือ เจ้าหน้าที่โครงการ ได้เข้าใจจุดมุ่งหมายของพันธกิจที่ตนเองมีส่วนรับผิดชอบ การกำหนดตัวชี้วัดผลปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิดมาตรฐานของผลงานที่เกิดขึ้น จะต้องเลือก คัดสรร ตัวชี้วัดที่ชัดเจน และเหมาะสมกับสภาพบริหารจัดการของหน่วยงานและความคาดหวังของประชาชนถือเป็นเป้าหมายหลักของกิจกรรมของแต่ละหน่วยงานจัดทำตามแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) ที่กำหนดไว้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ฝ่ายบริหารและเจ้าหน้าที่นโยบายแผนงาน ต้องร่วมระดมความคิด คัดสรร ตัวชี้วัดที่เหมาะสม เพื่อสนองความต้องการของผู้บริหารหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องภายนอก ในแต่ละกิจกรรม/โครงการ อาจกำหนดตัวชี้วัดหลัก (Key Performance Indicators - KPI) มากกว่า 1 ชุด ก็ได้ เป็นไปตามลักษณะ 5 ประการดังนี้

1.   ทรัพยากรที่นำมาใช้บริหาร (Input Indicators)

2. ภาระงาน (Workload) หรือการแสดงจำนวนผลผลิตที่ได้ (Output

Indicators)

3.  การรายงานผลลัทธ์ของโครงการเชิงคุณภาพ (Outcome Indicators)

4.  การแสดงถึงค่าใช้จ่ายต่อหน่วยของผลผลิตและผลลัทธ์ (Efficiency

and Cost - Effectiveness Indicators)

5.  แสดงลักษณะเป็นข้อมูลสารสนเทศเชิงอธิบาย (Explanatory

Information Indicators) ผู้ปฏิบัติและผู้รับผิดชอบต้องจัดทำระบบการวัดผลการปฏิบัติงาน (Performance Measurement) นำไปใช้อย่างสร้างสรรค์ ติดต่อกันนาน ๆ จะบังเกิดผลดีต่อผู้ปฏิบัติ สามารถนำไปปรับปรุงผลงาน จะช่วยให้ประสบความสำเร็จตามแผนกลยุทธ์ และพันธกิจที่กำหนดไว้ได้เร็วยิ่งขึ้น แต่ในทางตรงข้าม ถ้าผู้บริหารหน่วยงานใด นำระบบดังกล่าวไปใช้ในการควบคุมและลงโทษจะมีผลให้ผู้ปฏิบัติปกปิดข้อมูลที่แท้จริง เพื่อป้องกันความผิดพลาดของตนเอง ทำให้ข้อมูลที่ได้จากกระบวนการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ ไม่สามารถนำไปปรับปรุงโครงการต่าง ๆ ได้ เพราะบิดเบือนจากความเป็นจริง

เทคนิควิธีการพัฒนาตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน (KPI)

การพัฒนาตัวชี้วัดผลปฏิบัติงาน (KPI) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดข้อมูลตามระบบการวัดผลปฏิบัติงาน หน่วยงานที่รับผิดชอบควรวางกรอบแนวคิด "อะไร คือ ผลการปฏิบัติงานหลักที่ต้องการให้ประสบความสำเร็จ" โดยกำหนดขอบเขต พันธกิจและเป้าหมายงานให้ชัดเจน แต่ละงาน/ กิจกรรม/โครงการ ควรต้องลำดับผลสำเร็จของงานเป็นเชิงอรรถ มีตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานทั้ง 5 ประเภท เพียงพอที่จะอธิบายได้ในรูป Venn Diagram สามารถแสดงแหล่งข้อมูลและกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล (เครื่องมือที่เชื่อถือได้) ทั้งนี้ ผู้รับผิดชอบโครงการทุกคน ต้องมีส่วนร่วมในการวางแผนกับผู้ปฏิบัติงาน เพื่อหาข้อยุติหรือแนวทางปรับปรุง แก้ไขข้อบกพร่องที่พบเบื้องต้น สิ่งสำคัญที่จะละเลยมิได้ ก็คือ การวิเคราะห์ คำนวณทางสถิต และรายงานผลที่ได้จากตัวชี้วัดทั้ง 5 ประเภท ให้สาธารณชนรับรู้ ชัดเจนโปร่งใส ดังตัวอย่าง

ตัวอย่าง : การคิด วิเคราะห์และสื่อข้อมูล

ภาระงาน

ตัวชี้วัด

ผลปฏิบัติงาน

รวบรวม

ข้อมูล /สถิติ

แหล่ง

ข้อมูล

กลุ่ม

เป้าหมาย

กิจกรรม

ผู้รับผิดชอบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สรุปได้ว่า การกำหนดมาตรฐานผลการปฏิบัติงาน ผู้รับผิดชอบโครงการ ควรแสดง

รูปแบบ เนื้อหาที่เหมาะสมกับผู้สนใจ มีจุดเน้นเป็นกราฟ (Graph) เชิงอธิบาย โดยเปรียบเทียบความแตกต่างของผลลัทธ์ที่เกิดจากการปฏิบัติงานตามโครงการเดิมกับโครงการใหม่ หรือใช้วิธีเปรียบเทียบ Benchmarking จากผลการปฏิบัติขององค์การที่มีผลงานดีเด่น และการรายงานผลลัทธ์ (Results) ของโครงการให้ได้ใจความสั้น ๆ กะทัดรัดต่อสาธารณชน และควรมีรายละเอียดเกี่ยวกับจุดเน้น/จุดเด่น เพื่อค้นหาหรือบอกได้ว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จสูงสุดอยู่ที่ใด กลุ่มเป้าหมายใดที่ได้รับประโยชน์สูงสุด และผลลัทธ์ดังกล่าว ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขอะไรบ้างที่ผู้บริหารหน่วยงานควรทราบ เพื่อเป็นแนวทางปรับกลยุทธ์ในครั้งต่อไป

3.3 สรุป/ข้อคิด/ความคิดเห็น/เสนอแนะ   ความสำคัญในการบริหารมุ่ง

ผลสัมฤทธิ์ (Results Based Management - RBM) มีจุดเน้นที่สำคัญคือ การกำหนดตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานเป็นหลัก สามารถนำหลักการและทฤษฎีมาใช้ในหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วงงานทางการศึกษา โรงเรียนเป็นองค์การทางการศึกษา ประเภทบริการ เป็นองค์การที่มีโครงสร้างซับซ้อน มีการโยงใยบทบาทหรือตำแหน่งแต่ละตำแหน่งของบุคลากร หรือเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานนั้น ๆ บุคลากรเหล่านั้นต้องแสดงบทบาทให้สอดคล้องกับคำอธิบายของตำแหน่ง เมื่อพ้นตำแหน่งไปแล้ว คนที่มาครองตำแหน่งใหม่ ก็จะแสดงบทบาทนั้นเหมือนเดิม สอดคล้องกับทฤษฎีองค์การแบบดั้งเดิม กลุ่มการจัดการแบบการบริหาร Administrative Management Theory) จะมุ่งเน้นให้ความสำคัญในระดับมหภาคทั้งองค์การ สร้างหลักเกณฑ์และการปรับปรุงวิธีการทำงานของฝ่ายบริหาร ส่วนมากนิยมที่จะนำแนวคิดของกูลิค (Gulick) ที่ได้ขยายแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการบริหารของฟาโยล(Henri Fayol) คือ OSCAR จาก 4 ประการ แบ่งออกเป็น 7 ประการ ที่นิยมเรียกว่า "POSDCORB" ได้แก่ การวางแผน การจัดองค์การ การบริหารงาน บุคลากร การสั่งการ การประสานงาน การรายงาน และการจัดสรรงบประมาณ โดยเน้นความสำคัญของระบบโครงสร้างองค์การตั้งแต่ระดับเบื้องบนสู่เบื้องล่าง ใช้หลักการทำงานประสานกันเป็นระบบ สอดคล้องกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เป็นหลักในการกำหนดกรอบทฤษฎี (อธึก ป้องคำ และคณะ 2543 : 6-8)

กรอบแนวคิดการบริหารแบบ "POSDCORB" ของกูลิค (Gulick) ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารการจัดการภาครัฐแนวใหม่ "การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์" อันสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพเศรษฐกิจและสังคม การคอรัปชั่นของข้าราชการที่ทุจริตในเชิงนโยบาย รวมถึงการพัฒนาทางเทคโนโลยีของโลกในยุคปัจจุบัน การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่สถานศึกษา ควรนำไปจัดทำระบบการวัดผลตัวชี้วัดความสำเร็จของงาน/กิจกรรม การกำหนดมาตรฐานตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานที่เหมาะสม จะช่วยให้ผลลัทธ์ที่ได้เป็นรูปธรรม ชัดเจน ทั้งนี้ ย่อมขึ้นอยู่กับนโยบาย วิสัยทัศน์ และพันธกิจที่ต้องวางแผนร่วมกันของฝ่ายบริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง การติดตามผลการปฏิบัติงาน (Performance Monitoring) กำหนดให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่สำคัญ ดังนี้

1. ระบบติดตามผลการปฏิบัติงานที่ผู้เกี่ยวข้องต้องทราบ และปฏิบัติตามขั้นตอน

ร่วมกัน ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่วางไว้ สอดคล้องกับการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์

2. มีทรัพยากรพร้อม รวมถึงระบบข้อมูลสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ ถูกต้อง ฉับไว

3. นิยามตัวชี้วัด (Indicators) ให้ชัดเจน ครอบคลุมไปถึงประสิทธิผล

ประสิทธิภาพ มีคุณภาพในการปฏิบัติงาน โดยใช้นวัตกรรมที่ทันสมัย และคุ้มกับการลงทุน

4. ความต้องการวัดและการออกแบบพัฒนาข้อมูล ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และ

ทันสมัย

5. นำผลลัทธ์ที่ได้รับ ไปใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์

ต่อสาธารณชน ความสำเร็จของการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Results Based Management - RBM) มีจุดเด่นที่เป็นข้อมูลจริง นำมาปรับเกณฑ์ระดับมาตรฐานได้ตามต้องการ ช่วยในการตัดสินใจ และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ถูกประเด็น และระบบข้อมูลดังกล่าว จะแสดงถึงระดับความก้าวหน้าของผลลัทธ์ (Results) ที่เกิดขึ้นจริง ตามเป้าหมาย วัตถุประสงค์ สามารถสะท้อนผลงานจริงที่ปรากฏทันเวลา มีปริมาณข้อมูลที่เหมาะสม และประหยัด เป็นไปตามกรอบแนวคิดเดิม ก็คือ"ประหยัด มีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผลและคุ้มค่าจริงหรือไม่ " โดยเฉพาะการนำผลปฏิบัติงานของโครงการเดิมกับโครงการปัจจุบันมาเปรียบเทียบกัน จะชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้า หรือผลดีของกิจกรรม/โครงการ เมื่อมีการเผยแพร่ผลลัทธ์ที่เกิดขึ้นจากโครงการที่ผ่านการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพของผลผลิตที่เกิดจากการลงทุนด้วยเงินงบประมาณภาษีของประชาชน จะต้องเป็นไปตามความคาดหวังของสาธารณชน (ความพึงพอใจ) ที่ตั้งไว้ การดำเนินงานทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ จะต้องอาศัยการรู้จักตนเอง รู้จักบ้านเมืองของเราเป็นอย่างดีเสียก่อน ประเทศไทยต้องมีแหล่งข้อมูลที่สังเคราะห์ตามหลักวิชาการอย่างถูกต้อง และข้อมูลต้องเชื่อมโยงกันได้ให้เป็นภาพใหญ่ หรือภาพรวมของประเทศ เป็นข้อมูลที่อาศัยสหวิทยาการเข้าไปค้นหา หรือทำการวิจัยให้ออกมาเป็นรูปธรรม และมีระบบจัดเก็บข้อมูล ระบบบูรณาการข้อมูลจากหลายๆ เรื่องเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ภาพรวมข้อมูลที่ผสมผสานกัน (Integrated Data for Holistic Information) ข้อมูลต่างๆ ของประเทศ เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน ทรัพยากรบุคคล สมรรถนะของบุคลากรทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการเกษตร ตลอดจนการบริหารจัดการ จะช่วยให้บรรลุผลสมดังวัตถุประสงค์ที่วางไว้ รวมทั้งเป็นประโยชน์แก่การวางยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ซึ่งอาจนำไปเปรียบเทียบกับศักยภาพของต่างประเทศได้ด้วย (สำนักคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ 2545 : อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน )

กระบวนการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Results Based Management - RBM) เป็นการใช้แผนกลยุทธ์และแผนดำเนินการประสานคนกับงาน มุ่งสู่เป้าหมาย (Goals) ที่เกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่ายทุกระดับ ย่อมส่งผลดีต่อการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์การ(Organization Cultures) และสามารถแสดงความรับผิดชอบ (Accountability) ต่อสาธารณชนได้อย่างชัดเจน โปร่งใส นับได้ว่า กระบวนการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) อย่างแท้จริง ทั้งนี้ ต้องทำ "เป็นประจำจนเคยชินหรือจนเป็นนิสัยและโปร่งใส" จึงจะได้ชื่อว่าเป็นบุคคลที่มี"คุณธรรมเพื่อกู้ชาติ" อย่างแท้จริง(สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ 2545 : http:// www.moe.go.th/ main2/article/article22.htm)

บรรณานุกรม

 

การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542. (2542). "เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา"

www.onec.go.th .

นิติรัฐ สำนักพิมพ์. (2545) โครงสร้างกระทรวง ทบวง กรมใหม่ ตามกฏหมายปฏิรูประบบราชการ.

(เอกสารอัดสำเนา) พิมพ์ครั้งที่ 1 กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์นิติรัฐ.

นิภา แย้มวจี. (2542) สาระสำคัญ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542. www.onec.go.th.

สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์. (2545) คุณธรรมเพื่อกู้ชาติ. http:// .moe.go.th/main2/article/ article22.htm).

สถานพัฒนาข้าราชการพลเรือน สำนักงาน ก.พ. (2545) การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์. ชุดการเรียน

ด้วยตนเอง หลักสูตร การบริหารงาน : การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ ชุดที่ 2. กรุงเทพฯ :   อาทิตย์ โพรดักส์ กรุ๊ป จำกัด.

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี. (2544)

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่เก้า พ.ศ.2545-2549. กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว.

สำนักงานนโยบายและแผนการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำนักงานปลัดกระทรวง. (2544).

คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  แถลงต่อรัฐสภา (26 กุมภาพันธ์ 2544). กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว.

สำนักคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ. (2545) ทิศทางการวิจัยของประเทศไทย.

อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน )

อธึก ป้องคำ และคณะ.(2543) ทฤษฎีและวิวัฒนาการเชิงกระบวนทัศน์ด้านการจัดองค์การ.

เอกสารประกอบรายงานวิชาหลักทฤษฎีและการปฏิบัติการบริหารการศึกษา หลักสูตร   ครุศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา, อุตรดิตถ์ : สถาบันราชภัฏอุตรดิตถ์.

 

ที่มา                                         :

ผู้สืบค้นข้อมูล                        : นิตย์ บุญนิธี

 
PPMIC Network

 

PPMIC Counter
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday60
mod_vvisit_counterYesterday142
mod_vvisit_counterThis week634
mod_vvisit_counterLast week656
mod_vvisit_counterThis month1799
mod_vvisit_counterLast month5250
mod_vvisit_counterAll days186524
เรามี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
FB